ประจักษ์ ก้องกีรติ: พรรคอันดับ 1 อาจตั้งรัฐบาลไม่ได้ และประยุทธ์ต้องการแค่ 126 เสียง เพื่อเป็นนายกฯ

ประจักษ์ ก้องกีรติ ตั้งข้อสังเกตุ: คสช. วาง ส.ว. ให้เป็นพรรคการเมือง ที่ใหญ่ที่สุดในสภา!

ตอนแรกร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้ในการลงประชามติ ในบทเฉพาะกาล มาตรา 272 บอกว่าในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีให้ใช้เสียงของสภาผู้แทนเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ทั้งหมด คือมากกว่า 250 แต่ถ้าหากมีกรณีที่สภาผู้แทนไม่สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อที่พรรคการเมืองชื่อเป็นแคนดิเดตได้ ให้สภาผู้แทนลงมติเปิดเปิดทางให้มีการเสนอชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ ได้ โดยใช้เสียงไม่น้อยว่ากึ่งหนึ่ง และต้องได้รับมติมากกว่า 2 ใน 3 ของรัฐสภาจึงจะสามารถเสนอชื่อนายกฯคนนอก ที่อยู่นอกบัญชีรายชื่อได้

แต่ว่าหลังจากรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ แล้วคำถามพ่วงที่ให้ช่วง 5 ปี ส.ว. สามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้ด้วยผ่านความเห็นชอบไปด้วย

ทำให้มาตรา 272 ถูกแก้ไขใหม่ โดยกำหนดที่มาของนายกรัฐมนตรีว่าจะมาจากการโหวตโดยรัฐสภา คือ ส.ส. 500 รวมกับ ส.ว. อีก 250 คน โดยคนที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีในตอนแรกจะดำเนินการโดยเปิดทางให้พรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากรวบรวมจำนวน ส.ส. ให้ได้เกินกึ่งหนึ่งเพื่อตั้งรัฐบาล หมายความว่า ต้องมี ส.ส. มากเกิน 375 เพราะรัฐสภามีทั้งหมด 750 คน

หากพรรคการเมืองที่เป็นที่นิยมของประชาชนรวมตัวจับมือกันกับพรรคเล็ก หรือพรรคขนาดกลางได้มากกว่า 375 เสียงทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น แต่การจะมี ส.ส. มากถึงขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การทำหน้าที่ของ ส.ว. 250 คนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจึงน่าจับตาว่าเขาจะยกมือหรือไม่ หรือยกมือให้ใคร

แต่ถ้าพรรคการเมืองที่ได้เสียงเป็นอันดับหนึ่งในสภาไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยมารยาททางการเมือง พรรคที่ได้อันดับสองก็จะดำเนินการรวบรวมเสียงเพื่อตั้งรัฐบาล ช่วงเวลาตรงนี้มันเอื้อให้เกิดการย้ายฝั่ง เอื้อให้มีการดึงตัว กดดันเพื่อที่จะตั้งรัฐบาลได้ โดยรวมกับเสียงของ ส.ว. 250 คน

สมมติว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี และมีชื่ออยู่ใน 3 บัญชีรายชื่อผู้สมควรดำรงตำแน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง เสียงที่เขาต้องการจะเหลืออีกแค่ 126 เสียงจาก ส.ส.ทั้งหมด 500 คน ก็สามารถกลับเป็นนายกรัฐมนตรีได้

แต่ถ้าพลเอกประยุทธ์ ไม่ได้อยู่ในรายชื่อแคนดิเดตที่พรรคการเมืองเสนอไว้ หรือที่สุดแล้วก็ยังไม่สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองได้ ส.ส. และ ส.ว. รวมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง (ไม่น้อยกว่า 375 เสียง) สามารถเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาเพื่อขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นการพิจารณาผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อได้ โดยรัฐสภาจะต้องมีมติเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด (ไม่น้อยกว่า 500 เสียง)

พูดให้ง่ายคือ ถ้าพลเอกประยุทธ์ ไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อตั้งแต่แรก แล้วพรรคการเมืองฝ่ายที่ไม่เอา คสช. รวมกันได้เสียงมากกว่า 250 เสียง การเข้ามาของนายกรัฐมนตรีคนนอกก็หมดสิทธิ แต่เวลาเราพูดถึงคนนอก เราไม่ได้พูดเฉพาะคนที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อแคนดิเดต แต่รวมถึงคนที่ถูกเสนอชื่ออยู่ในบัญชี แต่ไม่ได้เป็น ส..ส. ด้วย ซึ่งเข้ามาด้อยู่แล้วในบัญชีรายชื่อนายกฯ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้นายกฯ จำเป็นต้องเป็น ส.ส.

เนื้อหาเต็ม คลิกอ่านที่เว็บไซต์ ประชาไท